เรือนหอ ‘นุ่น ศิรพันธ์’ อยู่กินพระรอง 13 ปี หาสมบัติร่วมกันทิ้งหมด

 

จากเรื่องราวของความรักมากมายที่ถูกเรียงร้อยถ่ายทอด ผ่านคำบอกเล่า จนกลายมาเป็นตัวอักษร

เสียงเพลง Club Friday SHOW สำหรับ “ท็อป พิพัฒน์ & นุ่น ศิรพันธ์” ได้มาเปิดใจกลางรายการ

ชีวิตรักตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน กว่าจะผ่านช่วงนั้นมาได้ต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ถึงคราวต้องเลิกกัน

สาวนุ่นร้องไห้ไปหลายเดือน เผยแม่บอกว่า “ตั้งแต่แม่คลอดนุ่นมาแม่ไม่เคยทำให้นุ่นร้องไห้ขนาดนี้เลย ”

และพยายามโทรหาแต่ท็อปกับบอกตลอดว่า “นุ่นอย่าทำให้ท็อปเกลียดนุ่นไปมากกว่านี้” มันเป็นคำที่แบบเชือดเฉือน

ทุกวัน แต่อีกฝ่ายกับไม่รู้สึกเสียใจอะไรเลย ไม่เคยร้องไห้ ปาร์ตี้ทุกวัน จนพอนานเข้าท็อปเลยถามตัวเอง

ว่าอยากจะอยู่กับคนที่ใช่หรือจะอยู่กับคนที่เค้ารักเราจริงๆ เหมือนหมาจนตรอกที่ไม่เหลือใคร เลยกลับไปหาสาวนุ่น

จากนั้นทั้งคู่ก็เลยเริ่มปรับตัวเข้าหากันอีกครั้ง รับฟังกันมากขึ้น นำสิ่งที่ผิดพลาดมาทำอะไรให้มันดีขึ้น

จนตอนนี้ก็อยู่ด้วยกันมา 8 ปีแล้ว ย้อนหลับไปเป็นคู่รักที่แต่งงานกันมานาน แต่ไม่ยอมมีลูกกันสักที

ล่าสุด สาวนุ่น ศิรพันธ์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตบั้นปลาย ที่อยากจะไปหาบ้านพักชราในวัย 55 ปี

เพื่อความสะดวกสบาย เอื้ออำนวยต่อการแพทย์ สำหรับสังคมผู้สูงอายุ และบุคคลที่ไม่มีลูก เมื่อถามว่าเรื่อง

ของการมีลูกมีเปลี่ยนแปลงบ้างไหม? “เหมือนเดิมนะคะ ด้วยโปรเจ็กต์ที่อยากลงพื้นที่ ทำงานกับชุมชนมากขึ้น บอกพี่ท็อปเลยว่าปลายปีนี้กับครึ่งปีหน้าจะลงชุมชนนะ พี่ท็อปก็บอกเธอจะลุยใช่ไหม” เห็นบอกเคยแพลนเรื่องการทำหมัน ตอนนี้เป็นยังไง

บ้าง? คุณหมอบอกว่าฉันไม่ทำให้เธอหรอก เพราะเรายังไม่มีลูก แล้วจู่ ๆ ไปทำหมัน แต่คุณหมอเขาคงติดตลกแหละ หลัก ๆ ก็คงอยู่ที่ตัวเรามากกว่า ยังมีงานที่ยังอยากทำ และเรื่องนี้ไม่มีใครกดดันด้วย ได้ข่าวว่าไปหาคุณหมอแล้วแต่เขาไม่ทำให้? ก็ไม่ขนาดนั้น แค่ไปตรวจสุขภาพประจำปีแล้วถามคุณหมอ เขาก็ขำ แล้วพี่นุ่นมีแพลนจะเปลี่ยนใจไหม? ยังไม่มีโมเมนต์นั้น ไม่รู้

ว่าอนาคตจะมีหรือเปล่า ตอนนี้ก็ยังทำงานแบบนี้เป็นเหมือนเดิม” และถูกถามต่ออีกว่า แสดงว่าก็มีการวางแผนการใช้ชีวิตบั้นปลาย 2 คนแล้ว?เราวางแผนไว้ว่าเราจะไปหาบ้านพักคนชรา เพราะตอนนี้เราถึงวัยที่ต้องพาคุณพ่อคุณแม่ไปโรงพยาบาล แล้วรู้สึกว่าถ้าถึงเวลาของเราไม่มีใครไปส่งแน่เลย เพราะฉะนั้นเราต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อำนวยต่อการดูแลสุขภาพสำหรับผู้ไม่มีบุตร”